เคยไหม ที่ฟังเครื่องเสียงแล้วรู้สึกว่ามันอั้นๆ เสียงไม่พุ่งออกมา หรือฟังดูไม่นิ่ง ทั้งที่ใช้เครื่องเสียงอย่างดี หากเป็นเครื่องเสียงดีๆ และไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็อาจจะเป็นไปได้ที่เป็นเรื่องของเทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพให้เครื่องเสียงแล้วล่ะครับ
เทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพให้เครื่องเสียงของคุณมีเสียงดีขึ้น ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ลองทำตามข้อต่างๆ เหล่านี้ดูนะครับ
1. เอียงลำโพงหันเข้ามายังตำแหน่งนั่งฟัง
ให้เสียงตั้งฉากจากตู้ซ้ายกับตู้ขวามาตัดอยู่ข้างหน้าเรา ห่างไปประมาณ 50 เซนติเมตร เสียงจะเป็นตัวตนมีน้ำหนัก มีมวลขึ้น มีความตื้น-ลึกมากขึ้น
2. ใช้เครื่องขยายเสียงช่วยเรื่องความก้อง
อย่าประหยัดด้วยการอาศัยเสียงก้อง เสียงสะท้อนจากห้องมาช่วยเพิ่มความดังของเครื่องเสียง ไม่ว่าจะหันลำโพงเข้าฝา วางลำโพงเข้ามุมห้อง ติดเพดาน วางบนพื้น เพราะวิธีอาศัยตัวห้องมาขยายเสียง จะได้แต่ความดังขึ้นแบบไม่มีคุณภาพ เสียงดังอื้ออึง ฟังไม่ได้ศัพท์ ไม่น่าฟัง อยากได้เสียงดีๆ ก็ต้องลงทุนเพิ่มอีกเสียหน่อย
3. การควบคุมด้วยรีโมท
ถ้าเครื่องเสียงนั้นควบคุมด้วยรีโมทได้ ให้หลีกเลี่ยงการใช้รีโมท เพราะจะทำให้เสียงแบน และเบลอ จม ไม่ว่ารีโมทของเครื่องเอง รีโมทด้วย IPAD หรือโหลด APP สั่งการจากมือถือ และให้ลองหาผ้าดำขยุ้มหนาๆ เป็นก้อนมาปิดบังช่องรับรีโมทดู ก็จะทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้น
4. จัดการกับสายภายใน
หากคุณต้องการเสียงที่ดีจริงๆ และมีฝีมือดี ให้เปิดเครื่องแยกสายต่างๆ ภายในที่มัดรวมกันอยู่ แยกถ่าง คลี่ให้สายแตะกันน้อยที่สุด ยกสายสูงหนีตัวถังเครื่อง สายแบบที่หักศอกก็พยายามดัดให้โค้งมน และเอาฝาครอบเครื่องออก ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องเด็กจะเอามือแหย่เข้าไป ก็จะทำให้เสียงจะเป็นตัวตน ไดนามิคจะดีขึ้น ความกังวานดีขึ้น โฟกัสขึ้น หัวโน้ตคมชัดมีรายละเอียดดีขึ้น และหนักแน่นขึ้น
ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กันดูนะครับ ซึ่งบางข้อก็ต้องอาศัยความเข้าใจ และฝีมือพอตัว และต้องทำด้วยความระมัดระวัง แต่หากปัญหาหลักๆ เป็นที่ตัวเครื่องเสียง หรือลำโพง ก็ควรพิจารณาซื้อใหม่ดูนะครับ ก็จะได้เสียงที่ดีขึ้น มีคุณภาพขึ้นอย่างแน่นอน
วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
การวางตำแหน่งของบ้านกับทิศทางของแดดและลม
เมื่อเราเลือกที่ตั้งบ้านแล้ว และต้องการเริ่มลงมือสร้างบ้าน สิ่งที่เราควรคำนึงถึงก็คือการถมดินที่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ การวางตำแหน่งของบ้านก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
การจัดวางตำแหน่งของบ้านที่ดี จะช่วยให้เราสามารถอยู่ในบ้านได้อย่างเย็นสบาย มีความสุขในทุกช่วงเวลาของวัน และยังช่วยประหยัดพลังงานได้อีกมาก
แม้ว่าหลายบ้านจะมีทางออกอย่างเช่น การเปิดแอร์ แต่ก็ยังไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดนัก เพราะบ้านต้องการการระบายอากาศด้วย ไม่เช่นนั้น ความร้อนก็จะสะสมอยู่ และรอเวลาระบายออกมาให้คนในบ้านได้ร้อนกันจนอยู่ไม่ได้อย่างแน่นอน
ปกติแสงแดดของบ้านเราจะวิ่งเป็นแนวตะวันออกแล้วอ้อมโค้งไปทางใต้ก่อนจะตกในทิศตะวันตก จะทำให้ทิศใต้ไปจนถึงทิศตะวันตกได้รับแสงมากที่สุดของวันคือตั้งแต่หลังเที่ยงไปจนถึงห้าโมงเย็น ด้านนี้จึงควรเป็นส่วนหลังบ้านและส่วนซักล้างหรือกิจกรรมอื่นที่ต้องการแสงจำนวนมากๆ ส่วนทางทิศตะวันออกจะได้รับแสงอ่อนๆ ในตอนเช้าและแสงจะแรงมากเพียงแค่ช่วง 10 โมงเช้าจนถึงเที่ยงซึ่งก็เพียงแค่ 3 ชม. ยิ่งทิศเหนือแล้วยิ่งได้รับแดดน้อยที่สุด 2 ด้านนี้จึงเหมาจะวางตำแหน่งของห้องพักผ่อนที่ต้องการแสงรบกวนน้อย เช่น ห้องนอน และห้องนั่งเล่น
เรานิยมวางแนวด้านแคบของตัวบ้านหันไปทางทิศทางรับแดด เพื่อให้ผนังที่รับแดดมีน้อยที่สุด ทำให้ผนังสามารถดูดกลืนความร้อนในปริมาณน้อยและทำให้ภายในบ้านไม่ร้อนจนเกินไปในเวลากลางคืน เพราะธรรมชาติของผนังปูนนั้นจะดูดความร้อนเมื่อแดดส่องและจะถ่ายเทความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ฉะนั้นถ้าผนังบ้านถูกแดดตะวันตกน้อยก็จะทำให้ความร้อนที่จะถ่ายออกมาเวลากลางคืนมีน้อยเช่นกัน
ส่วนลมนั้นลมประจำฤดูของบ้านเราจะพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งจะพัดพาลมหนาวจากจีนมาในช่วงหน้าหนาว และจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่จะพัดพาความชุ่มชื้นจากทะเลมาในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน บ้านที่ดีด้านยาวของบ้านจึงควรหันเข้าหาทิศทางลมเพื่อให้ลมธรรมชาติพัดเข้าตัวบ้านเพื่อระบายความร้อนออกไปให้ได้มากที่สุดและส่งผลให้ประหยัดค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศภายในบ้านเป็นต้น
หากมีการจัดวางตำแหน่งบ้านที่ไม่เหมาะสม อาจแก้ไขด้วยการปลูกต้นไม้ช่วยให้ร่มเงาแก่บ้านและป้องกันแสงแดด และควรหมั่นเปิดประตู หน้าต่าง เพื่อระบายอากาศในแต่ละวันให้มีการหมุนเวียน ก็จะช่วยให้บ้านเย็นขึ้นได้มากเลยทีเดียว
การจัดวางตำแหน่งของบ้านที่ดี จะช่วยให้เราสามารถอยู่ในบ้านได้อย่างเย็นสบาย มีความสุขในทุกช่วงเวลาของวัน และยังช่วยประหยัดพลังงานได้อีกมาก
แม้ว่าหลายบ้านจะมีทางออกอย่างเช่น การเปิดแอร์ แต่ก็ยังไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดนัก เพราะบ้านต้องการการระบายอากาศด้วย ไม่เช่นนั้น ความร้อนก็จะสะสมอยู่ และรอเวลาระบายออกมาให้คนในบ้านได้ร้อนกันจนอยู่ไม่ได้อย่างแน่นอน
ปกติแสงแดดของบ้านเราจะวิ่งเป็นแนวตะวันออกแล้วอ้อมโค้งไปทางใต้ก่อนจะตกในทิศตะวันตก จะทำให้ทิศใต้ไปจนถึงทิศตะวันตกได้รับแสงมากที่สุดของวันคือตั้งแต่หลังเที่ยงไปจนถึงห้าโมงเย็น ด้านนี้จึงควรเป็นส่วนหลังบ้านและส่วนซักล้างหรือกิจกรรมอื่นที่ต้องการแสงจำนวนมากๆ ส่วนทางทิศตะวันออกจะได้รับแสงอ่อนๆ ในตอนเช้าและแสงจะแรงมากเพียงแค่ช่วง 10 โมงเช้าจนถึงเที่ยงซึ่งก็เพียงแค่ 3 ชม. ยิ่งทิศเหนือแล้วยิ่งได้รับแดดน้อยที่สุด 2 ด้านนี้จึงเหมาจะวางตำแหน่งของห้องพักผ่อนที่ต้องการแสงรบกวนน้อย เช่น ห้องนอน และห้องนั่งเล่น
เรานิยมวางแนวด้านแคบของตัวบ้านหันไปทางทิศทางรับแดด เพื่อให้ผนังที่รับแดดมีน้อยที่สุด ทำให้ผนังสามารถดูดกลืนความร้อนในปริมาณน้อยและทำให้ภายในบ้านไม่ร้อนจนเกินไปในเวลากลางคืน เพราะธรรมชาติของผนังปูนนั้นจะดูดความร้อนเมื่อแดดส่องและจะถ่ายเทความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ฉะนั้นถ้าผนังบ้านถูกแดดตะวันตกน้อยก็จะทำให้ความร้อนที่จะถ่ายออกมาเวลากลางคืนมีน้อยเช่นกัน
ส่วนลมนั้นลมประจำฤดูของบ้านเราจะพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งจะพัดพาลมหนาวจากจีนมาในช่วงหน้าหนาว และจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่จะพัดพาความชุ่มชื้นจากทะเลมาในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน บ้านที่ดีด้านยาวของบ้านจึงควรหันเข้าหาทิศทางลมเพื่อให้ลมธรรมชาติพัดเข้าตัวบ้านเพื่อระบายความร้อนออกไปให้ได้มากที่สุดและส่งผลให้ประหยัดค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศภายในบ้านเป็นต้น
หากมีการจัดวางตำแหน่งบ้านที่ไม่เหมาะสม อาจแก้ไขด้วยการปลูกต้นไม้ช่วยให้ร่มเงาแก่บ้านและป้องกันแสงแดด และควรหมั่นเปิดประตู หน้าต่าง เพื่อระบายอากาศในแต่ละวันให้มีการหมุนเวียน ก็จะช่วยให้บ้านเย็นขึ้นได้มากเลยทีเดียว
วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
การจ่ายค่าเสียหายในส่วนแรก
การทำประกันภัยรถยนต์ มีทั้งภาคบังคับ คือตามพ.ร.บ. การใช้รถ และภาคสมัครใจ ซึ่งคุณสามารถทำได้ตามความต้องการ
เมื่อรถของคุณประสบอุบัติเหตุ สิ่งแรกที่คุณควรทำคือรีบโทรแจ้งบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่คุณทำอยู่ ซึ่งโดยปกติในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เจ้าหน้าที่จะไปถึงที่เกิดเหตุภายใน 30 นาทีและหากเป็นในพื้นที่ต่างจังหวัดเจ้าหน้าที่จะพยายามไปให้บริการโดยเร็วที่สุด ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะทาง และพื้นที่เกิดเหตุ
เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูก หรือฝ่ายผิด ก็ยังไม่แน่ว่าคุณจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนใด เนื่องจากมีหลายปัจจัยอยู่
กรณีที่คุณจะต้องจ่ายค่าเสียหายในส่วนแรกนั้น มีดังนี้
- ไม่สามารถแจ้งให้บริษัทฯ ทราบถึงคู่กรณีได้
- ความเสียหายที่เกิดขึ้น ที่ผู้เอาประกันไม่สามารถแจ้ง วัน เวลา และสถานเกิดเหตุ ได้โดยละเอียด
- การใช้รถผิดประเภท เช่น นำรถยนต์ใช้ส่วนบุคคลไปใช้รับจ้าง
- ผู้ขับขี่รถประกันในขณะเกิดเหตุ มิใช่ผู้ขับขี่ที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย (กรณีทำประกันแบบระบุชื่อผู้ขับขี่)
- ความเสียหายที่เกิดขึ้นเฉพาะกับสีเพียงอย่างเดียว ไม่มีรอยบุบ รอยแตก รอยร้าว
- มีระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ เช่น ความรับผิดในส่วนแรก 2,000 บาททุกกรณี
- อื่นๆตามข้อตกลงของบริษัท และกรมธรรม์นั้นๆ
จะเห็นได้ว่า มีอยู่หลายกรณีที่คุณเองต้องจ่ายค่าเสียหายในส่วนแรก การตัดสินใจเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันภัยจากบริษัทใดๆ จึงควรเลือกที่มีความน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อคุณมากที่สุด เพื่อให้คุณสามารถได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม
อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญ และควรเอาใจใส่เสมอก็คือการขับขี่รถอย่างปลอดภัย ควรมีสติ ใช้ความระมัดระวัง และไม่ใจร้อนในการขับรถ อุบัติเหตุก็จะลดลงได้ ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจกับการเสียค่าใช้จ่ายใดๆ และเกิดความปลอดภัยต่อตัวคุณเองและทรัพย์สินอีกด้วย
เมื่อรถของคุณประสบอุบัติเหตุ สิ่งแรกที่คุณควรทำคือรีบโทรแจ้งบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่คุณทำอยู่ ซึ่งโดยปกติในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เจ้าหน้าที่จะไปถึงที่เกิดเหตุภายใน 30 นาทีและหากเป็นในพื้นที่ต่างจังหวัดเจ้าหน้าที่จะพยายามไปให้บริการโดยเร็วที่สุด ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะทาง และพื้นที่เกิดเหตุ
เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูก หรือฝ่ายผิด ก็ยังไม่แน่ว่าคุณจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนใด เนื่องจากมีหลายปัจจัยอยู่
กรณีที่คุณจะต้องจ่ายค่าเสียหายในส่วนแรกนั้น มีดังนี้
- ไม่สามารถแจ้งให้บริษัทฯ ทราบถึงคู่กรณีได้
- ความเสียหายที่เกิดขึ้น ที่ผู้เอาประกันไม่สามารถแจ้ง วัน เวลา และสถานเกิดเหตุ ได้โดยละเอียด
- การใช้รถผิดประเภท เช่น นำรถยนต์ใช้ส่วนบุคคลไปใช้รับจ้าง
- ผู้ขับขี่รถประกันในขณะเกิดเหตุ มิใช่ผู้ขับขี่ที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย (กรณีทำประกันแบบระบุชื่อผู้ขับขี่)
- ความเสียหายที่เกิดขึ้นเฉพาะกับสีเพียงอย่างเดียว ไม่มีรอยบุบ รอยแตก รอยร้าว
- มีระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ เช่น ความรับผิดในส่วนแรก 2,000 บาททุกกรณี
- อื่นๆตามข้อตกลงของบริษัท และกรมธรรม์นั้นๆ
จะเห็นได้ว่า มีอยู่หลายกรณีที่คุณเองต้องจ่ายค่าเสียหายในส่วนแรก การตัดสินใจเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันภัยจากบริษัทใดๆ จึงควรเลือกที่มีความน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อคุณมากที่สุด เพื่อให้คุณสามารถได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม
อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญ และควรเอาใจใส่เสมอก็คือการขับขี่รถอย่างปลอดภัย ควรมีสติ ใช้ความระมัดระวัง และไม่ใจร้อนในการขับรถ อุบัติเหตุก็จะลดลงได้ ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจกับการเสียค่าใช้จ่ายใดๆ และเกิดความปลอดภัยต่อตัวคุณเองและทรัพย์สินอีกด้วย
4 ขั้นตอน แต่งแต้มริมฝีปากให้สวยสะดุดตา
ในการแต่งหน้า แม้ว่าจะแต่งน้อยที่สุดขนาดไหนก็ตาม การทาปากก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ และยิ่งการแต่งหน้าไปงานต่างๆ ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการทาปากเป็นอย่างมาก เพราะการทาปากที่สวย จะช่วยให้การแต่งหน้าครั้งนั้นดูสมบูรณ์ที่สุด
การทาปากให้สวยงามสะดุดตานั้น มีอยู่ด้วยกัน 4 ขั้นตอนง่ายๆ ซึ่งใครก็สามารถทำได้ แม้ว่าจะทาสีไหนก็ตาม โดยปฏิบัติดังนี้
1. อย่าลืมผู้ช่วยที่ดีอย่างรองพื้น
ก่อนเริ่มการทาสีให้ริมฝีปาก คุณควรลงรองพื้นเบาๆ ที่ริมฝีปาก การลงรองพื้นช่วยปกปิดรอยดำของปากได้อย่างดี ทำให้สีที่จะทานั้นสวย และยังทนอีกด้วย มีประโยชน์ขนาดนี้ ก็อย่าลืมลงรองพื้นให้ปากก่อนจะทาปากด้วยนะคะ โดยใช้นิ้วแตะที่รองพื้นเล็กน้อย และเกลี่ยกระจายให้ทั่วริมฝีปาก
2. ลงแป้งฝุ่นเล็กน้อย
หลังจากเกลี่ยรองพื้นเรียบร้อยแล้ว ให้ลงแป้งฝุ่นเล็กน้อยให้ทั่วปาก การลงแป้งฝุ่น ช่วยให้สีของลิปสติกติดง่าย และเนียนสวยขึ้นได้อีกด้วย ถึงขั้นตอนนี้แล้ว แม้จะดูเหมือนป่วยนอนโรงพยาบาลขนาดไหนก็อย่าได้แคร์ค่ะ เดี๋ยวได้สวยแน่นอน
3. เขียนขอบปาก
หากอยากให้ปากได้รูปสวยงามชัดเจน ควรใช้ดินสอเขียนขอบปากที่มีสีเหมือนกับลิปสติกที่เราจะทามาเขียนขอบปากก่อน โดยการเขียนขอบปากนี้ ยังช่วยให้ปรับรูปปากให้ดูอวบอิ่มขึ้น หรือบางลง และยังทำให้ปากดูเป็นกระจับได้อีกด้วย อยากได้แบบไหนก็จัดเลยค่ะ
4. ลงลิปสติกสีที่ต้องการ
ขั้นตอนสุดท้ายก็แค่ลงลิปสติกสีที่ต้องการให้ทั่วริมฝีปากทั้งบนและล่าง เม้มปากให้สีกระจายตัวและเนียนสวย จากนั้น ควรใช้กระดาษทิชชูซับสักเล็กน้อยเพื่อให้ลิปสติกดูพอดี ไม่เยอะหรือเยิ้มจนเกินไป เพียงเท่านี้ก็ได้ปากสวยๆ แล้วล่ะค่ะ
ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ กับการทาปากให้สวยสะดุดตา และทนทานอยู่ได้นานหลายชั่วโมง ก็ลองเอาเทคนิคดีๆ เหล่านี้ไปใช้ดูนะคะ
การทาปากให้สวยงามสะดุดตานั้น มีอยู่ด้วยกัน 4 ขั้นตอนง่ายๆ ซึ่งใครก็สามารถทำได้ แม้ว่าจะทาสีไหนก็ตาม โดยปฏิบัติดังนี้
1. อย่าลืมผู้ช่วยที่ดีอย่างรองพื้น
ก่อนเริ่มการทาสีให้ริมฝีปาก คุณควรลงรองพื้นเบาๆ ที่ริมฝีปาก การลงรองพื้นช่วยปกปิดรอยดำของปากได้อย่างดี ทำให้สีที่จะทานั้นสวย และยังทนอีกด้วย มีประโยชน์ขนาดนี้ ก็อย่าลืมลงรองพื้นให้ปากก่อนจะทาปากด้วยนะคะ โดยใช้นิ้วแตะที่รองพื้นเล็กน้อย และเกลี่ยกระจายให้ทั่วริมฝีปาก
2. ลงแป้งฝุ่นเล็กน้อย
หลังจากเกลี่ยรองพื้นเรียบร้อยแล้ว ให้ลงแป้งฝุ่นเล็กน้อยให้ทั่วปาก การลงแป้งฝุ่น ช่วยให้สีของลิปสติกติดง่าย และเนียนสวยขึ้นได้อีกด้วย ถึงขั้นตอนนี้แล้ว แม้จะดูเหมือนป่วยนอนโรงพยาบาลขนาดไหนก็อย่าได้แคร์ค่ะ เดี๋ยวได้สวยแน่นอน
3. เขียนขอบปาก
หากอยากให้ปากได้รูปสวยงามชัดเจน ควรใช้ดินสอเขียนขอบปากที่มีสีเหมือนกับลิปสติกที่เราจะทามาเขียนขอบปากก่อน โดยการเขียนขอบปากนี้ ยังช่วยให้ปรับรูปปากให้ดูอวบอิ่มขึ้น หรือบางลง และยังทำให้ปากดูเป็นกระจับได้อีกด้วย อยากได้แบบไหนก็จัดเลยค่ะ
4. ลงลิปสติกสีที่ต้องการ
ขั้นตอนสุดท้ายก็แค่ลงลิปสติกสีที่ต้องการให้ทั่วริมฝีปากทั้งบนและล่าง เม้มปากให้สีกระจายตัวและเนียนสวย จากนั้น ควรใช้กระดาษทิชชูซับสักเล็กน้อยเพื่อให้ลิปสติกดูพอดี ไม่เยอะหรือเยิ้มจนเกินไป เพียงเท่านี้ก็ได้ปากสวยๆ แล้วล่ะค่ะ
ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ กับการทาปากให้สวยสะดุดตา และทนทานอยู่ได้นานหลายชั่วโมง ก็ลองเอาเทคนิคดีๆ เหล่านี้ไปใช้ดูนะคะ
วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
อยากให้เครื่องเสียงดังขึ้น ต้องทำอย่างไร
ปัญหาเครื่องเสียงฟังดูเหมือนไม่ค่อยดังเท่าที่ควร หรือดังแบบเสียงแตกๆ ไม่คมชัด ไม่น่าฟัง เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และส่งผลต่อความประทับใจ และคุณภาพของเสียงที่ได้
หากอยากให้เสียงดังขึ้น โดยที่ไม่ต้องซื้อเครื่องเสียงใหม่ หรือเสียเงินเพิ่ม ก็สามารถตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาได้ดังนี้
1. ฟังทดสอบทิศทางขาปลั๊กไฟ AC
ขาปลั๊กไฟ AC ตัวผู้ควรเลือกที่ได้มิติเสียงคมชัดไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อเสียงโฟกัส เป็นตัวตนชัดขึ้น บรรยากาศรอบตัวเราก็จะดีขึ้นด้วย
2. สายเสียงซ้าย-ขวา ห้ามแตะกัน
นอกจากสายเสียงซ้ายและขวาแล้ว สายลำโพงก็เช่นกัน อีกทั้งซ้ายกับขวาต้องทิศทางถูกต้อง จะทำให้โฟกัสของเสียงดีขึ้น และเหมือนดังขึ้นไปแบบอัตโนมัติ
3. อย่าให้มีสิ่งกีดขวางเสียง
บริเวณลำโพงไม่ว่าด้านข้างหรือตรงกลางระหว่างลำโพงซ้ายกับขวาอย่าให้มีโต๊ะ หิ้ง ชั้นวาง กล่อง หรือสิ่งกีดวางใดๆ ที่จะสะท้อนให้เสียงก้อง เพราะสิ่งเหล่านี้จะดึงให้เสียงกด จม ไม่หลุดลอยออกมา ฟังแล้วเหมือนอั้นๆ เร่งไม่ขึ้น นอกจากนี้ยังไม่ควรนำตู้ลำโพงไปใส่ไว้ในตู้โชว์เด็ดขาด
4. อย่าวางเครื่องทับซ้อนกัน
การวางเครื่องซ้อนทับกัน เสียงที่ออกมาจะฟังดูอั้นกดจมคลุมเครือเหมือนไม่ดังเท่าที่ควร ควรแยกจอ LCD และเครื่องเล่น CD ให้ห่างจากเครื่องขยาย ยิ่งเครื่องเล่น CD ไฮเอนด์ที่ใช้วงจร UPSAMPLE สูงๆ จะแผ่คลื่นขยะความถี่สูงไปป่วนภาคขยายให้เสียงวอกแวกฟุ้งคลุมเครือบางขาดมวลและน้ำหนัก และในห้องฟังต้องไม่มี PC LCD มือถือ WIFI นาฬิกาควอตซ์โน้ตบุ๊ก IPAD ด้วย เพราะจะแผ่คลื่นป่วนออกมาได้มาก
เรื่องของคุณภาพเสียงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้หูฟัง แต่ผู้ที่มีความชำนาญ และสามารถฟังแยกเสียงออกได้อย่างดีนั้น จะทราบว่า ปัจจัยต่างๆ นั้นเป็นสิ่งละเอียดอ่อน และเข้ามามีผลต่อคุณภาพของเสียงที่จะได้ทั้งสิ้น จึงต้องใส่ใจในการจัดวางตำแหน่ง และองค์ประกอบต่างๆ อย่างละเอียด
หากอยากให้เสียงดังขึ้น โดยที่ไม่ต้องซื้อเครื่องเสียงใหม่ หรือเสียเงินเพิ่ม ก็สามารถตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาได้ดังนี้
1. ฟังทดสอบทิศทางขาปลั๊กไฟ AC
ขาปลั๊กไฟ AC ตัวผู้ควรเลือกที่ได้มิติเสียงคมชัดไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อเสียงโฟกัส เป็นตัวตนชัดขึ้น บรรยากาศรอบตัวเราก็จะดีขึ้นด้วย
2. สายเสียงซ้าย-ขวา ห้ามแตะกัน
นอกจากสายเสียงซ้ายและขวาแล้ว สายลำโพงก็เช่นกัน อีกทั้งซ้ายกับขวาต้องทิศทางถูกต้อง จะทำให้โฟกัสของเสียงดีขึ้น และเหมือนดังขึ้นไปแบบอัตโนมัติ
3. อย่าให้มีสิ่งกีดขวางเสียง
บริเวณลำโพงไม่ว่าด้านข้างหรือตรงกลางระหว่างลำโพงซ้ายกับขวาอย่าให้มีโต๊ะ หิ้ง ชั้นวาง กล่อง หรือสิ่งกีดวางใดๆ ที่จะสะท้อนให้เสียงก้อง เพราะสิ่งเหล่านี้จะดึงให้เสียงกด จม ไม่หลุดลอยออกมา ฟังแล้วเหมือนอั้นๆ เร่งไม่ขึ้น นอกจากนี้ยังไม่ควรนำตู้ลำโพงไปใส่ไว้ในตู้โชว์เด็ดขาด
4. อย่าวางเครื่องทับซ้อนกัน
การวางเครื่องซ้อนทับกัน เสียงที่ออกมาจะฟังดูอั้นกดจมคลุมเครือเหมือนไม่ดังเท่าที่ควร ควรแยกจอ LCD และเครื่องเล่น CD ให้ห่างจากเครื่องขยาย ยิ่งเครื่องเล่น CD ไฮเอนด์ที่ใช้วงจร UPSAMPLE สูงๆ จะแผ่คลื่นขยะความถี่สูงไปป่วนภาคขยายให้เสียงวอกแวกฟุ้งคลุมเครือบางขาดมวลและน้ำหนัก และในห้องฟังต้องไม่มี PC LCD มือถือ WIFI นาฬิกาควอตซ์โน้ตบุ๊ก IPAD ด้วย เพราะจะแผ่คลื่นป่วนออกมาได้มาก
เรื่องของคุณภาพเสียงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้หูฟัง แต่ผู้ที่มีความชำนาญ และสามารถฟังแยกเสียงออกได้อย่างดีนั้น จะทราบว่า ปัจจัยต่างๆ นั้นเป็นสิ่งละเอียดอ่อน และเข้ามามีผลต่อคุณภาพของเสียงที่จะได้ทั้งสิ้น จึงต้องใส่ใจในการจัดวางตำแหน่ง และองค์ประกอบต่างๆ อย่างละเอียด
วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
3 สิ่งที่ไม่ควรทำ เมื่อท่อตัน
เมื่อเจอปัญหาท่อตัน พ่อบ้านแม่บ้านหลายคนอาจจะรู้วิธีการแก้ไข แต่อาจจะไม่รีบแก้ไขในทันที เนื่องจากเวลา หรือการดำเนินชีวิตที่รีบเร่งของสังคมเมืองในยุคปัจจุบัน
การแก้ปัญหาท่อตัน มีมากมายหลายวิธี บางวิธีก็ถูกต้องเหมาะสม และบางวิธีก็เป็นสิ่งที่คนเราคิดขึ้นเพราะคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาท่อตันได้ หรือมีการใช้สารต่างๆ อย่างผิดวิธีก็มี
แต่ไม่ว่าคุณจะแก้ไขด้วยวิธีการอย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณไม่ควรทำเมื่อเจอปัญหาท่อตัน คือ
1. ปล่อยเลยตามเลย
ปล่อยเลยตามเลยในที่นี้ คือการที่คุณยังคงใช้งานต่อไปทั้งที่มันยังคงตันอยู่ โดยที่นึกเอาง่ายๆ ว่า “ไหนๆ มันก็ตันแล้ว ไม่มีที่ใช้ก็ต้องใช้ไปก่อน” ถ้าเป็นอ่างล้างหน้า อ่างล้างจาน หรือท่อนอกบ้านก็ยังพอ แต่ถ้าเป็นส้วมแล้วล่ะก็ ลองนึกดูสิคะ ว่าจะน่าสยดสยองขนาดไหน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณต้องใช้งานก็ควรรีบจัดการกับท่อตันให้เร็วที่สุด และระหว่างนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานจะดีที่สุดนะคะ
2. ใช้ไม้แหย่ลงไปในท่อ
อีกวิธีหนึ่งที่เรามักจะคิดว่าจะช่วยให้น้ำกลับมาไหลได้สะดวกคือการใช้ไม้ หรืออะไรก็ได้ที่แหย่ลงไปในรูท่อแล้วช่วยดันให้น้ำกลับมาไหลได้ ซึ่งวิธีนี้ น้ำอาจจะไหลได้บ้าง เนื่องจากเราทำให้เกิดรู้น้ำไหล แต่พอเอาไม้ออก สิ่งที่อุดตันอยู่ก็จะกลับมาปิดท่อและทำให้น้ำเอ่อขึ้นมาเช่นเดิม ยิ่งหากดันเศษต่างๆ ลงไปลึกกว่าเดิม อาจยากต่อการแก้ไขและกำจัดมากเข้าไปอีกด้วยซ้ำ ดังนั้น เมื่อเจอท่อตัน อย่าใช้ไม้แหย่ดันเศษอาหารนะคะ
3. ใช้สารพวกสารละลายโดยไม่คิดให้ดีก่อน
วิธีที่ได้รับความนิยม คือการแก้ปัญหาด้วยโซดาไฟ หรือสารประเภทสารละลาย เพราะสะดวกและได้ผลดี แต่ก่อนที่จะใช้สารประเภทนี้ ควรแน่ใจว่าท่อของคุณไม่ได้ใช้วัสดุประเภทท่อพีวีซี เพราะสารประเภทนี้อาจกัดกร่อนท่อให้รั่วได้ รวมถึงเมื่อมีการใช้น้ำร้อนราดตามลงไป ท่อพีวีซีอาจกรอบลงเรื่อยๆ และเกิดรอยรั่ว หรือแตกหักได้เช่นกัน ดังนั้น ก่อนจะใช้สารละลาย ควรมั่นใจก่อนนะคะว่าท่อของคุณไม่ใช่ท่อพีวีซี
สารละลาย เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ถ้าหากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง จึงควรศึกษาวิธีใช้อย่างดี ใส่ผ้าปิดปากและจมูก ถุงมือ รวมถึงไม่ถูกต้องสารโดยตรงก็จะช่วยให้ปลอดภัยได้นะคะ
การแก้ปัญหาท่อตัน มีมากมายหลายวิธี บางวิธีก็ถูกต้องเหมาะสม และบางวิธีก็เป็นสิ่งที่คนเราคิดขึ้นเพราะคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาท่อตันได้ หรือมีการใช้สารต่างๆ อย่างผิดวิธีก็มี
แต่ไม่ว่าคุณจะแก้ไขด้วยวิธีการอย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณไม่ควรทำเมื่อเจอปัญหาท่อตัน คือ
1. ปล่อยเลยตามเลย
ปล่อยเลยตามเลยในที่นี้ คือการที่คุณยังคงใช้งานต่อไปทั้งที่มันยังคงตันอยู่ โดยที่นึกเอาง่ายๆ ว่า “ไหนๆ มันก็ตันแล้ว ไม่มีที่ใช้ก็ต้องใช้ไปก่อน” ถ้าเป็นอ่างล้างหน้า อ่างล้างจาน หรือท่อนอกบ้านก็ยังพอ แต่ถ้าเป็นส้วมแล้วล่ะก็ ลองนึกดูสิคะ ว่าจะน่าสยดสยองขนาดไหน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณต้องใช้งานก็ควรรีบจัดการกับท่อตันให้เร็วที่สุด และระหว่างนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานจะดีที่สุดนะคะ
2. ใช้ไม้แหย่ลงไปในท่อ
อีกวิธีหนึ่งที่เรามักจะคิดว่าจะช่วยให้น้ำกลับมาไหลได้สะดวกคือการใช้ไม้ หรืออะไรก็ได้ที่แหย่ลงไปในรูท่อแล้วช่วยดันให้น้ำกลับมาไหลได้ ซึ่งวิธีนี้ น้ำอาจจะไหลได้บ้าง เนื่องจากเราทำให้เกิดรู้น้ำไหล แต่พอเอาไม้ออก สิ่งที่อุดตันอยู่ก็จะกลับมาปิดท่อและทำให้น้ำเอ่อขึ้นมาเช่นเดิม ยิ่งหากดันเศษต่างๆ ลงไปลึกกว่าเดิม อาจยากต่อการแก้ไขและกำจัดมากเข้าไปอีกด้วยซ้ำ ดังนั้น เมื่อเจอท่อตัน อย่าใช้ไม้แหย่ดันเศษอาหารนะคะ
3. ใช้สารพวกสารละลายโดยไม่คิดให้ดีก่อน
วิธีที่ได้รับความนิยม คือการแก้ปัญหาด้วยโซดาไฟ หรือสารประเภทสารละลาย เพราะสะดวกและได้ผลดี แต่ก่อนที่จะใช้สารประเภทนี้ ควรแน่ใจว่าท่อของคุณไม่ได้ใช้วัสดุประเภทท่อพีวีซี เพราะสารประเภทนี้อาจกัดกร่อนท่อให้รั่วได้ รวมถึงเมื่อมีการใช้น้ำร้อนราดตามลงไป ท่อพีวีซีอาจกรอบลงเรื่อยๆ และเกิดรอยรั่ว หรือแตกหักได้เช่นกัน ดังนั้น ก่อนจะใช้สารละลาย ควรมั่นใจก่อนนะคะว่าท่อของคุณไม่ใช่ท่อพีวีซี
สารละลาย เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ถ้าหากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง จึงควรศึกษาวิธีใช้อย่างดี ใส่ผ้าปิดปากและจมูก ถุงมือ รวมถึงไม่ถูกต้องสารโดยตรงก็จะช่วยให้ปลอดภัยได้นะคะ
การตรวจสอบสายไฟชุดเครื่องเสียง
ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะจัดงานใดๆ เครื่องเสียง ก็มักจะเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่มีความสำคัญ และช่วยสร้างความบันเทิงให้กับงานนั้นๆ ได้มาก เครื่องเสียงที่ดีๆ ก็จะช่วยให้งานนั้นออกมามีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และสร้างความประทับใจต่อผู้ที่มาร่วมงานทุกท่านได้
แต่หากเครื่องเสียงไม่มีคุณภาพ หรือรู้สึกว่าทำงานได้ด้อยประสิทธิภาพกว่าที่ควรจะเป็น ก็อาจเกิดขึ้นจากการเดินสายไฟ หรือสายต่างๆ ได้ ซึ่งสามารถตรวจสอบ และแก้ไขได้ ดังนี้
ตรวจสอบทิศทางสายไฟ AC
ทิศทางการเดินสายไฟนั้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อคุณภาพของเสียงที่ได้ การตรวจสอบทิศทางสายไฟ ควรเดินแบบอ่านยี่ห้อสายไล่จากมิเตอร์ข้างนอกมาเข้าห้อง หากการเดินสายไฟ AC ของห้องหรือแม้แต่สายไฟ AC ที่มากับเครื่องผิด จะทำให้เสียงที่ได้ฟังดูแบน อั้น เร่งไม่ขึ้น เพราะเสียงจะถูกกดไว้ที่ระดับหนึ่งเปรียบเหมือนกับมีการกักเก็บเสียงไว้ที่ช่วงหนึ่ง แทนที่เสียงจะพุ่งออกมาอย่างเต็มที่หัวปลั๊กสายไฟ AC ตัวผู้ ต้องเสียบที่เต้าเสียบให้แน่นที่สุด ไม่หลวมคลอน ขาของหัวเสียบตัวผู้นี้ถ้าเป็นขากลม เสียงจะอิ่มแน่น มีมิติดีกว่าขาแบน
สายไฟ และสายลำโพง
ควรยกสายไฟ และสายลำโพงให้สูงจากพื้นห้อง แม้จะเป็นพื้นปูน ปูพรม เพราะในปูนมีเส้นเหล็กซึ่งเหนี่ยวนำกับเส้นแรงแม่เหล็กจากหม้อแปลงไฟของเครื่อง ทำให้เสียงบางจมขาดมวลหรือขาดน้ำหนัก เหมือนไม่ดัง
เลือกสายลำโพงให้ดี
สายลำโพงบางยี่ห้อนั้น แม้ว่าจะดัง และมีราคาสูงเพียงใด แต่ก็อาจจะไม่ใช่ตัวที่ดี และทำให้คุณภาพเสียงดีได้ ดังนั้น ควรเลือกสายลำโพงที่ไม่บั่นทอนมวลเสียงทำให้เสียงบาง หรือมีแต่หัวโน้ต ขาดน้ำหนัก ทำให้แอมป์เหมือนไม่มีพลัง
ปลายสายลำโพงที่อยู่ในตู้ลำโพง
ปลายสายเหล่านี้มักมีตัวเสียบรูปตัวUแบนๆ อัดยึดอยู่ ให้ตัดตัวยูออกแล้วบัดกรีเข้ากับขั้วรับโดยตรง จะทำให้ได้เสียงดีกว่า แต่ก็ควรทำโดยช่างที่ชำนาญเพราะอาจเกิดความผิดพลาดได้
นอกจากเรื่องของสายไฟที่กล่าวมานี้แล้ว การเลือกหัวแจ๊คเสียบสายลำโพงที่ดี ก็จะช่วยให้เสียงดังได้เต็มที่ โฟกัสนิ่งขึ้น และมีไดนามิกดีขึ้นได้อีกด้วย
แต่หากเครื่องเสียงไม่มีคุณภาพ หรือรู้สึกว่าทำงานได้ด้อยประสิทธิภาพกว่าที่ควรจะเป็น ก็อาจเกิดขึ้นจากการเดินสายไฟ หรือสายต่างๆ ได้ ซึ่งสามารถตรวจสอบ และแก้ไขได้ ดังนี้
ตรวจสอบทิศทางสายไฟ AC
ทิศทางการเดินสายไฟนั้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อคุณภาพของเสียงที่ได้ การตรวจสอบทิศทางสายไฟ ควรเดินแบบอ่านยี่ห้อสายไล่จากมิเตอร์ข้างนอกมาเข้าห้อง หากการเดินสายไฟ AC ของห้องหรือแม้แต่สายไฟ AC ที่มากับเครื่องผิด จะทำให้เสียงที่ได้ฟังดูแบน อั้น เร่งไม่ขึ้น เพราะเสียงจะถูกกดไว้ที่ระดับหนึ่งเปรียบเหมือนกับมีการกักเก็บเสียงไว้ที่ช่วงหนึ่ง แทนที่เสียงจะพุ่งออกมาอย่างเต็มที่หัวปลั๊กสายไฟ AC ตัวผู้ ต้องเสียบที่เต้าเสียบให้แน่นที่สุด ไม่หลวมคลอน ขาของหัวเสียบตัวผู้นี้ถ้าเป็นขากลม เสียงจะอิ่มแน่น มีมิติดีกว่าขาแบน
สายไฟ และสายลำโพง
ควรยกสายไฟ และสายลำโพงให้สูงจากพื้นห้อง แม้จะเป็นพื้นปูน ปูพรม เพราะในปูนมีเส้นเหล็กซึ่งเหนี่ยวนำกับเส้นแรงแม่เหล็กจากหม้อแปลงไฟของเครื่อง ทำให้เสียงบางจมขาดมวลหรือขาดน้ำหนัก เหมือนไม่ดัง
เลือกสายลำโพงให้ดี
สายลำโพงบางยี่ห้อนั้น แม้ว่าจะดัง และมีราคาสูงเพียงใด แต่ก็อาจจะไม่ใช่ตัวที่ดี และทำให้คุณภาพเสียงดีได้ ดังนั้น ควรเลือกสายลำโพงที่ไม่บั่นทอนมวลเสียงทำให้เสียงบาง หรือมีแต่หัวโน้ต ขาดน้ำหนัก ทำให้แอมป์เหมือนไม่มีพลัง
ปลายสายลำโพงที่อยู่ในตู้ลำโพง
ปลายสายเหล่านี้มักมีตัวเสียบรูปตัวUแบนๆ อัดยึดอยู่ ให้ตัดตัวยูออกแล้วบัดกรีเข้ากับขั้วรับโดยตรง จะทำให้ได้เสียงดีกว่า แต่ก็ควรทำโดยช่างที่ชำนาญเพราะอาจเกิดความผิดพลาดได้
นอกจากเรื่องของสายไฟที่กล่าวมานี้แล้ว การเลือกหัวแจ๊คเสียบสายลำโพงที่ดี ก็จะช่วยให้เสียงดังได้เต็มที่ โฟกัสนิ่งขึ้น และมีไดนามิกดีขึ้นได้อีกด้วย
วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
ทานแบบนี้สิ ยังไงก็ไม่อ้วน
การกิน เป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิตคนเรา หลายคนจึงเลือกที่จะทานตามใจปาก โดยไม่ห่วงใยสุขภาพร่างกาย จึงเกิดเป็นความอ้วน และโรคต่างๆ ตามมาได้ แต่ในเมื่อการกิน เป็นความสุขของคนเรา เราจึงควรเรียนรู้การกินให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย และไม่ทำให้อ้วน ก็จะช่วยให้ทานของโปรดได้อย่างมีความสุข ที่สำคัญ ทานยังไงก็ไม่อ้วนแน่นอน
ทานให้ครบทุกมื้อ
การทานครบทุกมื้อ แต่ทานในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่หากลดน้ำหนักด้วยการอด นอกจากคุณจะอดทานของอร่อยแล้ว ยังทำให้หิวมาก จนต้องทานมาก หรือเจ็บป่วยไปได้ ซึ่งไม่ดีต่อร่างกาย แล้วยังไม่ช่วยให้ผอมด้วยนะคะ
ทานคือทาน
ถ้าคุณจะทานอาหารอะไร ให้ทานให้เสร็จ แล้วจึงไปทำอย่างอื่น เช่น ดูหนัง เล่นโทรศัพท์ คุยกับเพื่อน เป็นต้น เพราะถ้าคุณทานไป ทำกิจกรรมต่างๆ ไป รับรองว่ามื้อนั้นของคุณจะสนุกสนานเพลิดเพลินจนลดไม่ลงแน่
ทานผลไม้แทนเมื่อหิว
ถ้าหิวระหว่างมื้อ คุณควรเลือกทานเป็นผลไม้แทน โดยเลือกผลไม้ที่ไม่มีรสหวานมาก และทานแค่พอเหมาะ ไม่ทานจนอิ่ม
เคี้ยวให้ช้าลง
เพื่อให้อิ่มเร็วขึ้นและทานได้น้อยลง นอกจากนี้การเคี้ยวช้าๆ ยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย
ของโปรดก็ทานได้
การลดน้ำหนัก ไม่ใช่ว่าคุณจะต้องบอกลากับของโปรดเสมอไป คุณสามารถทานได้ แต่ในปริมาณที่พอหายอยาก และมีตารางชัดเจนว่าเมื่อใด ซึ่งไม่ควรเกิน 1 ครั้ง ต่อ 6 มื้อ หรือต่อ2 วัน
ถ้าเลือกทานได้อย่างนี้ คุณก็วางใจได้เลยนะคะ ว่าทานได้อย่างมีความสุข และไม่อ้วนแน่นอน ที่สำคัญ ถ้าอยากมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง หุ่นดีไปตลอด ก็ควรงดอาหารไขมัน อาหารรสหวาน เน้นทานผักเป็นหลักในทุกมื้อ ที่สำคัญ อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำด้วยนะคะ
ทานให้ครบทุกมื้อ
การทานครบทุกมื้อ แต่ทานในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่หากลดน้ำหนักด้วยการอด นอกจากคุณจะอดทานของอร่อยแล้ว ยังทำให้หิวมาก จนต้องทานมาก หรือเจ็บป่วยไปได้ ซึ่งไม่ดีต่อร่างกาย แล้วยังไม่ช่วยให้ผอมด้วยนะคะ
ทานคือทาน
ถ้าคุณจะทานอาหารอะไร ให้ทานให้เสร็จ แล้วจึงไปทำอย่างอื่น เช่น ดูหนัง เล่นโทรศัพท์ คุยกับเพื่อน เป็นต้น เพราะถ้าคุณทานไป ทำกิจกรรมต่างๆ ไป รับรองว่ามื้อนั้นของคุณจะสนุกสนานเพลิดเพลินจนลดไม่ลงแน่
ทานผลไม้แทนเมื่อหิว
ถ้าหิวระหว่างมื้อ คุณควรเลือกทานเป็นผลไม้แทน โดยเลือกผลไม้ที่ไม่มีรสหวานมาก และทานแค่พอเหมาะ ไม่ทานจนอิ่ม
เคี้ยวให้ช้าลง
เพื่อให้อิ่มเร็วขึ้นและทานได้น้อยลง นอกจากนี้การเคี้ยวช้าๆ ยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย
ของโปรดก็ทานได้
การลดน้ำหนัก ไม่ใช่ว่าคุณจะต้องบอกลากับของโปรดเสมอไป คุณสามารถทานได้ แต่ในปริมาณที่พอหายอยาก และมีตารางชัดเจนว่าเมื่อใด ซึ่งไม่ควรเกิน 1 ครั้ง ต่อ 6 มื้อ หรือต่อ2 วัน
ถ้าเลือกทานได้อย่างนี้ คุณก็วางใจได้เลยนะคะ ว่าทานได้อย่างมีความสุข และไม่อ้วนแน่นอน ที่สำคัญ ถ้าอยากมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง หุ่นดีไปตลอด ก็ควรงดอาหารไขมัน อาหารรสหวาน เน้นทานผักเป็นหลักในทุกมื้อ ที่สำคัญ อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำด้วยนะคะ
วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
อาการบวมในช่วงตั้งครรภ์
อาการตัวบวมในระหว่างตั้งครรภ์ เป็นปฏิกิริยาธรรมชาติที่มีต่อปริมาณของเหลวในร่างกายที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะบวมที่บริเวณข้อเท้าและเท้า มือ แขน หรืออาจบวมที่หน้าก็ได้ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อน ส่งผลต่ออาการบวมได้เช่นกัน แม้ว่าจะไม่เป็นอันตราย แต่หากมีอาการบวมมาก อาจทำให้ความดันโลหิตสูงผิดปกติ หรือบ่งบอกว่าอาจมีโรคแทรกซ้อน เช่น ครรภ์เป็นพิษได้
การป้องกันรักษา
การป้องกันรักษาอาการบวมนั้น ทำได้หลายวิธี ดังนี้
1. การทานอาหาร
ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและสามารถช่วยลดอาการบวมลงได้ เช่น กระเทียม หัวหอมสดแอปเปิล เป็นต้น และหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มรวมถึงเนื้อสัตว์แปรรูปต่างๆ ซึ่งทำให้มีอาการบวมได้มากนอกจากนี้ยังควรดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ
2. ออกกำลังกายบ้าง
แม้จะตั้งครรภ์ ก็ควรออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเลือกเป็นการออกกำลังกายเบาๆ เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว โยคะในบางท่า เป็นต้น
3. เดิน นอน นั่ง อย่างถูกต้อง
ควรหลีกเลี่ยงการยืนนานๆ นอนตะแคงซ้าย และนอนหรือนั่งพาดขาให้สูงกว่าระดับเอว ก็จะช่วยลดอาการบวมได้
นอกจากนี้ การนวดลดอาการบวม และพักผ่อนเป็นระยะตลอดวัน ก็ช่วยได้นะคะ หากยังไม่หายหรือมีอาการบวมมากเป็นพิเศษ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็นโรคแทรกซ้อนได้
การป้องกันรักษา
การป้องกันรักษาอาการบวมนั้น ทำได้หลายวิธี ดังนี้
1. การทานอาหาร
ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและสามารถช่วยลดอาการบวมลงได้ เช่น กระเทียม หัวหอมสดแอปเปิล เป็นต้น และหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มรวมถึงเนื้อสัตว์แปรรูปต่างๆ ซึ่งทำให้มีอาการบวมได้มากนอกจากนี้ยังควรดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ
2. ออกกำลังกายบ้าง
แม้จะตั้งครรภ์ ก็ควรออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเลือกเป็นการออกกำลังกายเบาๆ เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว โยคะในบางท่า เป็นต้น
3. เดิน นอน นั่ง อย่างถูกต้อง
ควรหลีกเลี่ยงการยืนนานๆ นอนตะแคงซ้าย และนอนหรือนั่งพาดขาให้สูงกว่าระดับเอว ก็จะช่วยลดอาการบวมได้
นอกจากนี้ การนวดลดอาการบวม และพักผ่อนเป็นระยะตลอดวัน ก็ช่วยได้นะคะ หากยังไม่หายหรือมีอาการบวมมากเป็นพิเศษ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็นโรคแทรกซ้อนได้
วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
คัพไหนดี ที่พอดีกับคุณ
เรื่องของหน้าอก กับการเลือกชุดชั้นใน แม้ว่าจะเป็นเรื่องใกล้ตัว และเป็นความเคยชินของสาวๆ ทุกคน แต่ก็ต้องใส่ใจในไซส์ของชั้นในที่ใส่ด้วย มีการสำรวจพบว่า สาวๆ ส่วนใหญ่ถึง 85% กำลังใส่ชั้นในที่ไม่เหมาะกับตัวเองอยู่ จึงควรปรับเปลี่ยนมาใส่ให้มีความพอดี เพราะการใส่ชั้นในที่เหมาะกับคุณมีประโยชน์ คือ
- ช่วยให้สวยเป๊ะ หน้าอกดูได้รูปทรงที่สวยงาม
- ทำให้สุขภาพดี ชั้นในที่ดีต้องสามารถประคองหน้าอกให้กระชับได้ และไม่ทำให้ปวดหลัง หรือแบกรับน้ำหนักไม่ถูกต้อง
- ดูหุ่นทรงสวยงามขึ้นได้ เพราะคุณใส่ชั้นในที่มีความพอดี และได้รูปสวย และยังช่วยอำพรางให้ดูผอมเพรียวขึ้นได้อีกด้วย
การเลือกชั้นในที่เหมาะกับคุณ
การเลือกชั้นในที่เหมาะสมกับเรานั้น มีหลักง่ายๆ อยู่ 3 ข้อ คือ
1. เลือกสายชั้นในให้เหมาะกับคัพ หากว่าคุณยิ่งมีหน้าอกคัพใหญ่เท่าใด ก็ควรเลือกสายชั้นในที่มีสายใหญ่ขึ้น เพราะสายชั้นในที่เหมาะสม จะช่วยพยุง และรับน้ำหนักหน้าอกของคุณได้อย่างดี ช่วยป้องกันอาการปวดหลัง และดูเป็นทางสวยขึ้น
2. ดูเนื้อผ้าชั้นในที่ดี ควรทำจากผ้าพวกไลครา หรือสเปนเด็กซ์เพราะจะช่วยกระชับหน้าอกของคุณให้ได้รูปโดยที่ตัวชั้นในไม่เสียทรง
3. เลือกคัพที่ถูกต้องและพอดี วิธีการวัดคัพง่ายๆ คือ วัดรอบอกกับรอบใต้อกของคุณเป็นหน่วยเซนติเมตร โดยขนาดรอบใต้อกจะเป็นขนาดชั้นใน ส่วนรอบอกลบรอบใต้อกจะเป็นขนาดคัพเมื่อลบกันได้ผลลัพธ์แล้ว
- ขนาดคัพ Aคือ 9-11 เซนติเมตร
- ขนาดคัพ Bคือ 11.5-13.5 เซนติเมตร
- ขนาดคัพ Cคือ 14-16 เซนติเมตร
- ขนาดคัพ Dคือ 16.5-18.5 เซนติเมตร
เพียงแค่หลักในการเลือกชั้นในให้พอดีกับคุณง่ายๆ แค่ 3 ข้อนี้ ก็สามารถเลือกชั้นในที่มีความเหมาะสมกับขนาด และช่วยป้องกันปัญหาความอึดอัด ปวดหลัง และปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการใส่ชั้นในได้แล้วนะคะ
- ช่วยให้สวยเป๊ะ หน้าอกดูได้รูปทรงที่สวยงาม
- ทำให้สุขภาพดี ชั้นในที่ดีต้องสามารถประคองหน้าอกให้กระชับได้ และไม่ทำให้ปวดหลัง หรือแบกรับน้ำหนักไม่ถูกต้อง
- ดูหุ่นทรงสวยงามขึ้นได้ เพราะคุณใส่ชั้นในที่มีความพอดี และได้รูปสวย และยังช่วยอำพรางให้ดูผอมเพรียวขึ้นได้อีกด้วย
การเลือกชั้นในที่เหมาะกับคุณ
การเลือกชั้นในที่เหมาะสมกับเรานั้น มีหลักง่ายๆ อยู่ 3 ข้อ คือ
1. เลือกสายชั้นในให้เหมาะกับคัพ หากว่าคุณยิ่งมีหน้าอกคัพใหญ่เท่าใด ก็ควรเลือกสายชั้นในที่มีสายใหญ่ขึ้น เพราะสายชั้นในที่เหมาะสม จะช่วยพยุง และรับน้ำหนักหน้าอกของคุณได้อย่างดี ช่วยป้องกันอาการปวดหลัง และดูเป็นทางสวยขึ้น
2. ดูเนื้อผ้าชั้นในที่ดี ควรทำจากผ้าพวกไลครา หรือสเปนเด็กซ์เพราะจะช่วยกระชับหน้าอกของคุณให้ได้รูปโดยที่ตัวชั้นในไม่เสียทรง
3. เลือกคัพที่ถูกต้องและพอดี วิธีการวัดคัพง่ายๆ คือ วัดรอบอกกับรอบใต้อกของคุณเป็นหน่วยเซนติเมตร โดยขนาดรอบใต้อกจะเป็นขนาดชั้นใน ส่วนรอบอกลบรอบใต้อกจะเป็นขนาดคัพเมื่อลบกันได้ผลลัพธ์แล้ว
- ขนาดคัพ Aคือ 9-11 เซนติเมตร
- ขนาดคัพ Bคือ 11.5-13.5 เซนติเมตร
- ขนาดคัพ Cคือ 14-16 เซนติเมตร
- ขนาดคัพ Dคือ 16.5-18.5 เซนติเมตร
เพียงแค่หลักในการเลือกชั้นในให้พอดีกับคุณง่ายๆ แค่ 3 ข้อนี้ ก็สามารถเลือกชั้นในที่มีความเหมาะสมกับขนาด และช่วยป้องกันปัญหาความอึดอัด ปวดหลัง และปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการใส่ชั้นในได้แล้วนะคะ
วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562
รักษาผิวให้สวยได้ทุกวัน ใน 5 ขั้นตอน
ผิวของคนเรา เป็นส่วนที่สังเกตเห็นได้เป็นอันดับแรกๆ ผู้ที่มีผิวพรรณขาว กระจ่างใส เปล่งปลั่ง จึงเป็นที่ชวนมองของผู้ที่พบเห็น สาวๆ และหนุ่มๆ ในปัจจุบัน จึงให้ความใส่ใจในการดูแลผิวพรรณให้ดูขาว ใส และมีออร่า จนใครๆ ก็ต้องหันมอง และเอ่ยปากชมผิวของคุณ
หากอยากมีผิวสวยง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องยุ่งยาก เสียเวลา หรือจดจำอะไรในหลายๆ ขั้นตอน ก็เพียงแค่ปฏิบัติตาม 5 ข้อนี้อย่างเคร่งครัด
1. เสริมสารต้านอนุมูลอิสระ
สารอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย แข็งแรง ดูเปล่งปลั่ง สารนี้มีอยู่ในวิตามินเอ ซี และอี ซึ่งมีอยู่มากในผักและผลไม้ดังนั้น คุณจึงควรทานผักและผลไม้ในทุกมื้อ โดยเฉพาะผักสด และผลไม้สด ช่วยให้เราได้รับวิตามินได้อย่างครบถ้วน
2. นวดผิวสม่ำเสมอ
การนวดผิว ช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนในผิว และโลหิต ช่วยให้ผิวสดใส เลือดไหลเวียนสะดวก ผิวจึงสวยได้ อาจนวดตอนที่ทาครีมในแต่ละวันก็ได้
ซึ่งคุณสามารถทำได้ในขณะทาครีม โดยใช้นิ้วมือถูเบา ๆ เป็นแนววงกลมวันละแค่หนึ่งนาทีก็เพียงพอแล้ว
3. เติมความชุ่มชื้นให้ผิว
ซึ่งหาได้จากครีม น้ำมัน หรือโลชั่น โดยจะช่วยเติมความชุ่มชื้นหลังล้างหน้า และปกป้องผิวจากปัจจัยต่างๆ ด้วย
4. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
น้ำสะอาด มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ช่วยขับสารพิษ รักษาสมดุลร่างกาย ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต ควบคุมอุณหภูมิ ช่วยระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย ผิวจึงดูเปล่งปลั่งสดใส และชุ่มชื้นอยู่เสมอ
5. ทาครีมกันแดดทุกวัน
ขอย้ำว่าทุกวันนะคะ ไม่ว่าจะมีแดดหรือไม่ก็ตาม คุณจำเป็นต้องปกป้องผิวเป็นประจำทุกวันโดยทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 เป็นอย่างน้อย
เพียงแค่ปฏิบัติให้ได้ 5 ข้อนี้ คุณก็สามารถดูแลผิว และมีผิวสวยๆ ได้ไม่ยากแล้วนะคะ ที่สำคัญที่สุด ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด และมลภาวะ ซึ่งเป็นตัวทำลายผิวได้อย่างล้ำลึกในทุกวันด้วย
หากอยากมีผิวสวยง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องยุ่งยาก เสียเวลา หรือจดจำอะไรในหลายๆ ขั้นตอน ก็เพียงแค่ปฏิบัติตาม 5 ข้อนี้อย่างเคร่งครัด
1. เสริมสารต้านอนุมูลอิสระ
สารอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย แข็งแรง ดูเปล่งปลั่ง สารนี้มีอยู่ในวิตามินเอ ซี และอี ซึ่งมีอยู่มากในผักและผลไม้ดังนั้น คุณจึงควรทานผักและผลไม้ในทุกมื้อ โดยเฉพาะผักสด และผลไม้สด ช่วยให้เราได้รับวิตามินได้อย่างครบถ้วน
2. นวดผิวสม่ำเสมอ
การนวดผิว ช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนในผิว และโลหิต ช่วยให้ผิวสดใส เลือดไหลเวียนสะดวก ผิวจึงสวยได้ อาจนวดตอนที่ทาครีมในแต่ละวันก็ได้
ซึ่งคุณสามารถทำได้ในขณะทาครีม โดยใช้นิ้วมือถูเบา ๆ เป็นแนววงกลมวันละแค่หนึ่งนาทีก็เพียงพอแล้ว
3. เติมความชุ่มชื้นให้ผิว
ซึ่งหาได้จากครีม น้ำมัน หรือโลชั่น โดยจะช่วยเติมความชุ่มชื้นหลังล้างหน้า และปกป้องผิวจากปัจจัยต่างๆ ด้วย
4. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
น้ำสะอาด มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ช่วยขับสารพิษ รักษาสมดุลร่างกาย ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต ควบคุมอุณหภูมิ ช่วยระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย ผิวจึงดูเปล่งปลั่งสดใส และชุ่มชื้นอยู่เสมอ
5. ทาครีมกันแดดทุกวัน
ขอย้ำว่าทุกวันนะคะ ไม่ว่าจะมีแดดหรือไม่ก็ตาม คุณจำเป็นต้องปกป้องผิวเป็นประจำทุกวันโดยทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 เป็นอย่างน้อย
เพียงแค่ปฏิบัติให้ได้ 5 ข้อนี้ คุณก็สามารถดูแลผิว และมีผิวสวยๆ ได้ไม่ยากแล้วนะคะ ที่สำคัญที่สุด ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด และมลภาวะ ซึ่งเป็นตัวทำลายผิวได้อย่างล้ำลึกในทุกวันด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562
ไม้สน วัสดุดีๆ เพื่อการสร้างบ้านที่สวยงาม
วัสดุที่ถูกนำมาใช้ในการสร้างบ้านนั้น มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน และมีคุณสมบัติ ข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งวัสดุอย่างหนึ่งที่เป็นที่นิยม และให้ความสวยงามแก่บ้านได้มากก็คือ ไม้สน
ไม้สน เป็นไม้จริง มีทั้งปลูกในประเทศไทย และได้มาจากการนำเข้า ไม้สนเน้นการปลูกไว้เพื่อเป็นวัสดุก่อสร้าง นิยมปลูกในเมืองหนาว ประเทศนิวซีแลนด์ แคนนาดา และประเทศแถบยุโรปตอนเหนือ
คุณสมบัติของไม้สน
1. มีเนื้ออ่อน ผ่านกระบวนการอบ อาบน้ำยาป้องกันแมลง และเติมสารเคมีเพื่อเพิ่มความทนทาน แข็งแรง จึงสามารถนำมาใช้ได้ทั้งภายนอก และภายใน ในการทำโครงสร้างของบ้าน รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์อีกด้วย
2. ง่ายต่อการแต่งเติมสีสันได้ง่าย เมื่อเทียบกับไม้อื่นๆ เช่น ไม้สัก
3. มีอายุการใช้งานประมาณ 10 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา
ประเภทของไม้สน
ไม้สนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. ไม้สนโตเร็ว
เป็นไม้สนที่ปลูกในระยะเวลาประมาณ 4-5 ปี ก็สามารถตัดนำมาใช้งานได้ ให้ความคงทนแข็งแรงน้อยกว่าไม้สนโตช้า ลักษณะของไม้สนดังกล่าว จะมีวงปีห่าง ลายไม้หยาบ
2. ไม้สนโตช้า
เป็นไม้สนที่ปลูกในระยะเวลาประมาณ 7 ปีขึ้นไป จนถึง 50 – 100 ปีขึ้นไปก็มี ขึ้นอยู่กับผู้จำหน่าย ยิ่งไม้มีอายุที่ยาวนาน ความแข็งแรงก็ยิ่งมากขึ้น สิ่งที่ได้เสริมขึ้นมา นั่นคือลวดลายของไม้ ที่ลักษณะวงปีถี่ ให้ลวดลายที่ละเอียด สวยงาม และราคาที่สูงกว่า ไม้สนโตเร็ว
การจะเลือกใช้ไม้สนโตเร็ว หรือไม้สนโตช้า ขึ้นอยู่กับการใช้งานแต่ละประเภท ว่าต้องการความคงทนแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน รวมถึงราคาในจุดคุ้มทุนที่เหมาะสม หากนำมาใช้เป็นโครงสร้างหลักพื้นไม้ภายนอกระเบียง หรือพื้นบ้าน ควรเลือกเป็นไม้สนโตช้า ย่อมให้ความคงทนที่ยาวนานกว่า แต่หากใช้เป็นส่วนของตกแต่งภายใน ไม้ฝา เชิงชาย ไม้รั้ว ส่วนเหล่านี้ อาจไม่จำเป็นต้องมีความแข็งแรงมากนัก ก็อาจเลือกเป็นไม้สนโตเร็ว เพื่อลดต้นทุนในการก่อสร้างได้เช่นกัน
วัสดุดีๆ ที่ให้ความสวยงามอย่างธรรมชาติ และยังสามารถนำมาสร้างบ้านได้ทั้งหลังแบบนี้ ใครที่ชอบบ้านไม้ สาระดีๆก็อย่าลืมพิจารณาไม้สนมาใช้ในการสร้างบ้านด้วย
ไม้สน เป็นไม้จริง มีทั้งปลูกในประเทศไทย และได้มาจากการนำเข้า ไม้สนเน้นการปลูกไว้เพื่อเป็นวัสดุก่อสร้าง นิยมปลูกในเมืองหนาว ประเทศนิวซีแลนด์ แคนนาดา และประเทศแถบยุโรปตอนเหนือ
คุณสมบัติของไม้สน
1. มีเนื้ออ่อน ผ่านกระบวนการอบ อาบน้ำยาป้องกันแมลง และเติมสารเคมีเพื่อเพิ่มความทนทาน แข็งแรง จึงสามารถนำมาใช้ได้ทั้งภายนอก และภายใน ในการทำโครงสร้างของบ้าน รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์อีกด้วย
2. ง่ายต่อการแต่งเติมสีสันได้ง่าย เมื่อเทียบกับไม้อื่นๆ เช่น ไม้สัก
3. มีอายุการใช้งานประมาณ 10 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา
ประเภทของไม้สน
ไม้สนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. ไม้สนโตเร็ว
เป็นไม้สนที่ปลูกในระยะเวลาประมาณ 4-5 ปี ก็สามารถตัดนำมาใช้งานได้ ให้ความคงทนแข็งแรงน้อยกว่าไม้สนโตช้า ลักษณะของไม้สนดังกล่าว จะมีวงปีห่าง ลายไม้หยาบ
2. ไม้สนโตช้า
เป็นไม้สนที่ปลูกในระยะเวลาประมาณ 7 ปีขึ้นไป จนถึง 50 – 100 ปีขึ้นไปก็มี ขึ้นอยู่กับผู้จำหน่าย ยิ่งไม้มีอายุที่ยาวนาน ความแข็งแรงก็ยิ่งมากขึ้น สิ่งที่ได้เสริมขึ้นมา นั่นคือลวดลายของไม้ ที่ลักษณะวงปีถี่ ให้ลวดลายที่ละเอียด สวยงาม และราคาที่สูงกว่า ไม้สนโตเร็ว
การจะเลือกใช้ไม้สนโตเร็ว หรือไม้สนโตช้า ขึ้นอยู่กับการใช้งานแต่ละประเภท ว่าต้องการความคงทนแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน รวมถึงราคาในจุดคุ้มทุนที่เหมาะสม หากนำมาใช้เป็นโครงสร้างหลักพื้นไม้ภายนอกระเบียง หรือพื้นบ้าน ควรเลือกเป็นไม้สนโตช้า ย่อมให้ความคงทนที่ยาวนานกว่า แต่หากใช้เป็นส่วนของตกแต่งภายใน ไม้ฝา เชิงชาย ไม้รั้ว ส่วนเหล่านี้ อาจไม่จำเป็นต้องมีความแข็งแรงมากนัก ก็อาจเลือกเป็นไม้สนโตเร็ว เพื่อลดต้นทุนในการก่อสร้างได้เช่นกัน
วัสดุดีๆ ที่ให้ความสวยงามอย่างธรรมชาติ และยังสามารถนำมาสร้างบ้านได้ทั้งหลังแบบนี้ ใครที่ชอบบ้านไม้ สาระดีๆก็อย่าลืมพิจารณาไม้สนมาใช้ในการสร้างบ้านด้วย
วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562
ประกอบระบบเสียง เครื่องรับวิทยุ
เครื่องเสียงนั้น มีการใช้อุปกรณ์ที่มากมายหลายชนิดด้วยกัน และคุณภาพของอุปกรณ์แต่ละชิ้นก็มีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้งาน และงานที่จะใช้ นอกจากนี้ อุปกรณ์แต่ละชิ้น หรือระบบเสียงที่ควรทราบ ก็ยังมีรายละเอียดยิบย่อยออกไปอีกมากมาย เช่น เครื่องรับวิทยุ และองค์ประกอบระบบเสียง
เครื่องรับวิทยุ
เครื่องรับวิทยุ หรือ Radio receiver ก็เป็นหนึ่งในชุดอุปกรณ์เครื่องเสียง ซึ่งคือวงจรอีเล็กทรอนิกส์ที่มีขั้นตอนการทำงาน คือ
- รับสัญญาณเข้ามาทางสายอากาศ โดยใช้การกรองด้วยอีเล็กทรอนิกส์ เพื่อแยกสัญญาณวิทยุเฉพาะช่วงที่ต้องการออกจากสัญญาณอื่นที่รับเข้ามาทางสายอากาศ
- จากนั้นขยายให้ถึงระดับที่เหมาะสมในการใช้ในกระบวนการอื่นต่อไป
- ในที่สุดจะแยกคลื่นที่เป็นข้อมูลกลับออกมา และถอดรหัสสัญญาณให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถใช้งานได้สะดวก เช่น เสียง ภาพข้อมูลดิจิตอล ค่าวัดต่างๆ ตำแหน่งพิกัดนำทาง เป็นต้น
องค์ประกอบระบบเสียง
องค์ประกอบระบบเสียง หรือ Audio system components ระบบเสียงจะประกอบด้วยอุปกรณ์หลายอย่างนำมาต่อพ่วงกัน คือ แหล่งกำเนิดสัญญาณ อุปกรณ์ในการขยาย และลำโพง ซึ่งอาจมีการใช้อุปกรณ์มากกว่าชนิดละหนึ่งตัวขึ้นไป
คุณภาพของอุปกรณ์ และการจัดการต่างๆ เกี่ยวกับระบบองค์ประกอบเสียง จะมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของระบบด้วย ซึ่งอุปกรณ์และปัจจัยที่ส่งผลต่อระบบเสียง มีดังนี้
- สายนำสัญญาณ
- การรักษากำลังไฟฟ้า
- การทำปฏิกิริยาระหว่างลำโพงกับห้อง
- การสั่นสะเทือนเสียงที่ถูกสะท้อนกลับมาจากผนัง พื้น และเพดาน
- อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อสายเข้าหาเครื่องต่างๆ
- อุปกรณ์ต่างๆ เช่น กล่องใส่ชุดอุปกรณ์ อุปกรณ์ควบคุมหรือลดแรงสั่นสะเทือน อุปกรณ์ทำความสะอาดและปรับแต่ง อุปกรณ์ลดเสียงสะท้อน เป็นต้น
จากสาระข้างต้น นอกจากนี้ มิติของห้องสามารถสร้างคลื่นสถิต จึงต้องมีการใช้อุปกรณ์เพื่อรักษาผลกระทบของห้องที่มีต่อเสียง เช่น ผ้าหนาๆ นุ่มๆ จะสามารถดูดซับความถี่สูง ห้องที่ปูพรมและติดผ้าตามผนังจึงสามารถลดเสียงสะท้อนที่ไม่ต้องการได้
ผู้ที่มีหน้าที่ในการเลือกใช้เครื่องเสียง จัดการเครื่องเสียง ควบคุมเสียง ตลอดจนตรวจสอบคุณภาพของเสียง จะต้องมีความรู้ความชำนาญอย่างมาก เพื่อให้ได้เสียงที่มีคุณภาพมากที่สุด
เครื่องรับวิทยุ
เครื่องรับวิทยุ หรือ Radio receiver ก็เป็นหนึ่งในชุดอุปกรณ์เครื่องเสียง ซึ่งคือวงจรอีเล็กทรอนิกส์ที่มีขั้นตอนการทำงาน คือ
- รับสัญญาณเข้ามาทางสายอากาศ โดยใช้การกรองด้วยอีเล็กทรอนิกส์ เพื่อแยกสัญญาณวิทยุเฉพาะช่วงที่ต้องการออกจากสัญญาณอื่นที่รับเข้ามาทางสายอากาศ
- จากนั้นขยายให้ถึงระดับที่เหมาะสมในการใช้ในกระบวนการอื่นต่อไป
- ในที่สุดจะแยกคลื่นที่เป็นข้อมูลกลับออกมา และถอดรหัสสัญญาณให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถใช้งานได้สะดวก เช่น เสียง ภาพข้อมูลดิจิตอล ค่าวัดต่างๆ ตำแหน่งพิกัดนำทาง เป็นต้น
องค์ประกอบระบบเสียง
องค์ประกอบระบบเสียง หรือ Audio system components ระบบเสียงจะประกอบด้วยอุปกรณ์หลายอย่างนำมาต่อพ่วงกัน คือ แหล่งกำเนิดสัญญาณ อุปกรณ์ในการขยาย และลำโพง ซึ่งอาจมีการใช้อุปกรณ์มากกว่าชนิดละหนึ่งตัวขึ้นไป
คุณภาพของอุปกรณ์ และการจัดการต่างๆ เกี่ยวกับระบบองค์ประกอบเสียง จะมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของระบบด้วย ซึ่งอุปกรณ์และปัจจัยที่ส่งผลต่อระบบเสียง มีดังนี้
- สายนำสัญญาณ
- การรักษากำลังไฟฟ้า
- การทำปฏิกิริยาระหว่างลำโพงกับห้อง
- การสั่นสะเทือนเสียงที่ถูกสะท้อนกลับมาจากผนัง พื้น และเพดาน
- อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อสายเข้าหาเครื่องต่างๆ
- อุปกรณ์ต่างๆ เช่น กล่องใส่ชุดอุปกรณ์ อุปกรณ์ควบคุมหรือลดแรงสั่นสะเทือน อุปกรณ์ทำความสะอาดและปรับแต่ง อุปกรณ์ลดเสียงสะท้อน เป็นต้น
จากสาระข้างต้น นอกจากนี้ มิติของห้องสามารถสร้างคลื่นสถิต จึงต้องมีการใช้อุปกรณ์เพื่อรักษาผลกระทบของห้องที่มีต่อเสียง เช่น ผ้าหนาๆ นุ่มๆ จะสามารถดูดซับความถี่สูง ห้องที่ปูพรมและติดผ้าตามผนังจึงสามารถลดเสียงสะท้อนที่ไม่ต้องการได้
ผู้ที่มีหน้าที่ในการเลือกใช้เครื่องเสียง จัดการเครื่องเสียง ควบคุมเสียง ตลอดจนตรวจสอบคุณภาพของเสียง จะต้องมีความรู้ความชำนาญอย่างมาก เพื่อให้ได้เสียงที่มีคุณภาพมากที่สุด
ป้ายกำกับ:
เครื่องรับวิทยุ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)